วิธีการแผ่เมตตา

Last updated: Jan 30, 2018  |  253 จำนวนผู้เข้าชม  |  วิธีการดูจิต

 

ขั้นแรก..

ขอให้ผู้ปฏิบัติปล่อยวางอารมณ์ต่างๆที่คั่งค้างอยู่ในปัจจุบันทั้งหมดทิ้งไป  ไม่ส่งกระแสจิตออกไปภายนอก ผ่อนคลายความฟุ้งซ่าน ความตึงเครียดทั้งหมดทิ้งไป... ให้เหลือแต่ดวงจิตอันบริสุทธิ์ ที่มีปัญญา มีความรู้สึก เห็นการเกิด-ดับอยู่  นิ่งสงบอยู่
 
เมื่อผู้ปฏิบัติธรรม สามารถรักษาจิตในเส้นทางมหาสติปัฏฐานสี่  เห็นการเกิด-ดับไปเนืองๆได้แล้ว  ศีล สมาธิ ปัญญา ย่อมเจริญขึ้นตามลำดับ  จึงมีอานิสงส์อันยิ่งใหญ่  สามารถน้อมจิตที่ฝึกดีแล้ว แผ่กระแสเห่งความสุข  ความมีเมตตาไปให้แก่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายอันไม่มีประมาณได้
 
จากนั้น... น้อมจิต ระลึกถึงผลบุญกุศล คุณงามความดีทั้งหลายที่ตนเองเคยอบรม บ่มบารมีธรรมมา  เป็นการบูชาพระพุทธเจ้า  พระธรรม  พระสงฆ์  ด้วยการปฏิบัติบูชา  เป็นการบูชาอันสูงสุด
น้อมกุศลเหล่านั้นเข้ามาไว้ในจิตของเรา ให้กระแสแห่งเมตตาธรรม เปี่ยมอยู่ในดวงจิต

จากจิต... แผ่เมตตาออกมาให้ทั่วร่างกาย  ..ร่างกายนี้เกิดจากพ่อแม่  กุศลใดที่ลูกได้ทำ ขอให้พ่อและแม่ มีส่วนด้วยตลอดเวลา ..
จากรอบๆร่างกาย  ก็แผ่ไปยังคนรอบข้าง .. แผ่ให้ครูบาอาจารย์  ผู้มีพระคุณทุกๆท่าน ที่ช่วยถ่ายทอดความรู้ ความดีงามให้กับเรา  ... คนในครอบครัว ญาติสนิทมิตรที่รัก  ... รอบๆสถานที่ที่เราอาศัยอยู่ 

จากนั้น.. แผ่ไปรอบๆจังหวัด  รอบประเทศไทย ให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์  บูรพมหากษัตริย์ และคนไทยทั้งชาติ  ... เราน้อมตอบแทนบุญคุณของแผ่นดิน และบรรพบุรุษ ที่ได้รักษาผืนแผ่นดินไทยนี้ไว้ ...
 
ค่อยๆแผ่กว้างออกไปทั่วทั้งโลกใบนี้  ไปยังเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย เจ้ากรรมนายเวร  เทวดาทั้งหลายทั่งทั้งสิบทิศ  ให้โลกใบนี้มีแต่กระแสแห่งเมตตาธรรม ... แผ่ไปทั่วจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล  ไม่มีประมาณ  กว้างขวาง ไร้ขอบเขต  แด่ดวงจิตทุกดวง สรรพสัตว์ทั้งหลาย อันไม่มีประมาณ .. ให้มีแต่ความสุข  พ้นจากความทุกข์ ถ้าสุขอยู่แล้ว  ขอให้สุขยิ่งขึ้น เราน้อมจิตแผ่เมตตาไม่มีประมาณ .. เหมือนก้อนหินที่โยนลงไปในน้ำ  คลื่นน้ำก็แผ่ขยายออกไป เป็นวง กว้างขึ้นๆ ... จากนั้น นิ่งสักครู่หนึ่ง ... ถ้าต้องการออกจากการแผ่เมตตา  อย่ารีบลืมตา ให้ตั้งจิตภายในว่า "กลับ" แล้วจากนั้นประคองความรู้สึกที่จิตไว้  สูดลมหายใจเข้า-ออก 2-3 ครั้งอย่างนุ่มนวล แล้วค่อยๆลืมตาขึ้น...

 

 อานิสงส์ของการแผ่เมตตา

 

ผู้เจริญเมตตาอยู่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่เหินห่างจากฌาน


[๕๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ่อง แต่ว่าจิตนั้นแล เศร้าหมองแล้ว ด้วยอุปกิเลสที่จรมา ปุถุชนผู้มิได้สดับ ย่อมจะไม่ทราบจิตนั้นตามความเป็นจริง ฉะนั้น เราจึงกล่าวว่า ปุถุชนผู้มิได้สดับ ย่อมไม่มีการอบรมจิต ฯ


[๕๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ่อง และจิตนั้นแล พ้นวิเศษแล้ว จากอุปกิเลสที่จรมา พระอริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมทราบจิตนั้นตามความเป็นจริง ฉะนั้น เราจึงกล่าวว่า พระอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมมีการอบรมจิต ฯ


[๕๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุซ่องเสพเมตตาจิต แม้ชั่วการเพียงลัดนิ้วมือเดียวเท่านั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า ก็จะกล่าวไยถึงผู้ทำเมตตาจิตนั้นให้มากเล่า ฯ


[๕๕]ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเจริญเมตตาจิต แม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือเดียวเท่านั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า ก็จะกล่าวไยถึงผู้ทำเมตตาจิตนั้นให้มากเล่า ฯ


[๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุใส่ใจเมตตาจิต แม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือเดียวเท่านั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า ก็จะกล่าวไยถึงผู้ทำเมตตาจิตนั้นให้มากเล่า ฯ


[๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อกุศลธรรมที่เป็นไปในส่วนอกุศล ที่เป็นไปในฝักฝ่ายอกุศลทั้งหมด มีใจเป็นหัวหน้า ใจเกิดก่อนธรรมเหล่านั้น อกุศลธรรมเกิดหลังเทียว ฯ


[๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุศลธรรมที่เป็นไปในส่วนกุศล ที่เป็นไปในฝักฝ่ายกุศลทั้งหมด มีใจเป็นหัวหน้า ใจเกิดก่อนธรรมเหล่านั้น กุศลธรรมเกิดหลังเทียว ฯ


[๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไปเหมือนความประมาท ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลประมาทแล้ว อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ


[๖๐]ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไปเหมือนความไม่ประมาท ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลไม่ประมาทแล้ว กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ


[๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไปเหมือนความเป็นผู้เกียจคร้าน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลเกียจคร้านแล้ว อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ

จบวรรคที่ ๖





ที่มา:



http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=20&A=210&Z=246





ดูก่อน.. ภิกษุทั้งหลาย

เมื่อเมตตาเจโตวิมุติ อันบุคคลน้อมไว้ภายในแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้ตั้งมั่นโดยลำดับ สั่งสมดีแล้ว ปรารภดีแล้ว.. พึงหวังอานิสงส์ 11 ประการด้วยกันคือ

1. เวลาหลับ ย่อมหลับเป็นสุข

2. เวลาตื่น ย่อมตื่นเป็นสุข

3. เวลาฝัน ย่อมไม่ฝันร้าย

4. ย่อมเป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย

5. ย่อมเป็นที่รักของอมุษย์ทั้งหลาย

6. เทวดาทั้งหลายย่อมรักษา

7. ไฟ ยาพิษ หรือศาสตรา ย่อมไม่อาจกล้ำกลายได้

8. จิตย่อมตั้งมั่นได้โดยรวดเร็ว

9. สีหน้าย่อมผ่องใส

10.ไม่เป็นผู้ที่ตายด้วยความลุ่มหลง

11.เมื่อไม่บรรลุมรรคผลข้อใดข้อหนึ่ง (โสดาบัน, สกทาคามี, อนาคามี,อรหันต์) เมื่อตายไป ย่อมเป็นผู้ไม่ตกต่ำ จะถือกำเนิดในพรหมโลก





หมายเหตุ:-



วิธีการเจริญเมตตานั้น เราสามารถกระทำได้โยการแผ่สติให้ครอบคลุมทั่วร่างกาย ทั่วตัวทั่วพร้อมเอาไว้ จากนั้นจึงน้อมระลึกถึงอารมณ์เมตตาความปรารถนาดีที่ต้องการให้ผู้อื่นเป็นสุข พ้นจากความทุกข์และสิ่งไม่ดีทั้งหลาย ให้บังเกิดขึ้นภายในร่างกายของเราก่อน ให้กายของเรานั้นคลุกเคล้าไปด้วยกระแสอารมณ์ของเมตตานั้น เมื่อจิตมีกำลัง มีสมาธิมากขึ้น กระแสเมตตาจิตนี้จะน้อมแผ่ซ่านกระจายออกไปทั่วทิศทั่วทาง ยิ่งจิตมั่นคงปล่อยวางจากความคิดและอารมณ์อื่นได้มากเท่าไหร่ กระแสของเมตตาจิตนี้ก็จะยิ่งมีกำลังและแผ่กระจายออกไปกว้างขวางมากเท่านั้น

หรือบางครั้ง เพียงแค่เราทำจิตให้นิ่งสงบปราศจากความเศร้าหมองของใจ มีจิตที่ดำรงตั้งมั่นเป็นสมาธิอยู่ แล้วแผ่กระแสความสงบนั้นให้ครอบคลุมทั่วร่างกายทั่วตัวทั่วพร้อม ก็อาจสงเคราะห์เป็นเหมือนการแผ่เมตตาได้เช่นกัน (เพราะจิตที่ไม่มีความโกรธ ไม่มีความผูกโกรธเอาไว้)

สำหรับกรณีที่จะแผ่เมตตาให้กับบุคคลนั้น ก็ให้กระทำหลังจากที่จิตดำรงตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีกายคลุกเคล้าไปด้วยอารมณ์แห่งเมตตาได้แล้ว จึงค่อยน้อมแผ่ไปให้กับบุคคลนั้น โดยอาศัยการนึกถึงบุคคลนั้นแล้วน้อมอารมณ์ความรู้สึกจากกายให้ส่งต่อไปยังความคิดที่กำลังนึกถึงบุคคลนั้น (หากลืมตาเห็นบุคคลนั้นอยู่ก็ให้น้อมความรู้สึกออกไปทั้งทางกายและดวงตาด้วย หรือ อาจจะน้อมแค่เฉพาะความรู้สึกส่งไปให้โดยที่ตาเราไม่จำเป็นต้องมองไปทางบุคคลนั้นก็ได้)

อานิสงส์ของการเจริญเมตตา(อัปปมัญญา)เช่นนี้ นอกจากจะทำให้เป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายแล้ว ยังส่งผลช่วยในการบรรเทาวิบากกรรมที่ไม่ดีให้เบาบางลง และทำให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรมให้กับเราได้ง่ายขึ้น ทำให้ชีวิตประสบแต่สิ่งที่ดี เป็นทางมาแห่งโภคทรัพย์ ลาภยศทั้งหลาย คลาดแคล้วปลอดภัยจากอันตรายหรือสิ่งไม่ดีทั้งหลาย รวมทั้งเป็นวิหารธรรมที่เป็นเครื่องอยู่ของจิตอันทำให้มีความสุขในปัจจุบัน

Powered by MakeWebEasy.com